การบริหารงาน
 งานบริหารทั่วไป(คลิก)  หน้าที่ส่วนราชการ(คลิก)  งานจัดเก็บรายได้  งานด้านโยธา แผนการปฏิบัติงาน ระเบียบ/กฎหมาย/ประกาศ/คำสั่ง รายงาน คู่มือ E - Service Social Network ร้องเรียนเจ้าหน้าที่ (คลิก)  ประกาศจัดซื้อจัดจ้างผ่านระบบ e-GP (คลิก..)  งานกิจการสภา  ประกาศโอนและแก้ไขคำชี้แจงงบประมาณรายจ่าย

วัดชมโพธยาราม

เที่ยวสังเวชนียสถานวัดชมโพธยาราม


แม่น้ำบางปะกงแหล่งชีวิต...พระศักดิ์หลวงพ่อโสธร...พระยาศรีโสธรปราชญ์ภาษาไทย...อ่างฤาไนป่าสมบูรณ์  เป็นคำขวัญ สัญลักษณ์โดดเด่น จ.ฉะเชิงเทรา หรือ แปดริ้ว...เมืองธรรมมะ...พระศักดิ์สิทธิ์... ชิดเมืองหลวง ...มะม่วงหวาน ... ข้าวสารขาว ...มะพร้าวน้ำหอม...เมืองปริมณฑลใกล้ชิดนครสุวรรณภูมิที่สุดในปัจจุบัน   และที่วัดชมโพธยาราม ตำบลโสธร อำเภอเมือง จังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นวัดแห่งเดียวในประเทศไทยที่ตั้งที่แปดริ้ว อันมีการก่อสร้างสังเวชนียสถานทั้ง 4 ให้พุทธศาสนิกชน ได้นมัสการหลังจากที่ได้ท่องเที่ยวจากของดีแหล่งอื่นๆ ตามข้างต้นของคำขวัญเรียบร้อยแล้ว อันตั้งตระหง่านเป็นสง่าให้ได้ชมอยู่เลยริมถนนบางปะกง-ฉะเชิงเทรา ประมาณ 1 กม.เศษเท่านั้น

พระมหาจตุพล พรหมมี เจ้าอาวาสวัดชมโพธยาราม เปิดเผยว่า วัดชมโพธยาราม นอกจากเป็นศาสนสถานทางพระพุทธศาสนา ยังมีแหล่งท่องเที่ยวสำหรับพุทธศาสนิกชนให้มานมัสการสังเวชนียสถานทั้ง 4 ที่มีที่นี่เพียงแห่งเดียวในประเทศไทย ไม่ต้องเดินทางไปถึงประเทศอินเดีย ในการจำลองมาที่นี่ พระมหาจตุพล กล่าว  และกล่าวอธิบายต่อไปว่า สังเวชนียสถาน คือ สถานที่อันเป็นที่ตั้งแห่งความสังเวช โดยเมื่อดูแล้วทำให้จิตหันมาคิดถึงสิ่งที่ดีงาม เกิดความไม่ประมาท และเพียรพยายามทำสิ่งที่ดีงาม โดยเฉพาะพุทธประวัติ มี 4 แห่งในวัดที่สร้างให้พุทธศาสนิกชนไม่ต้องเดินทางไปชมพูทวีปเพื่อนมัสการ คือ

สถานที่พระพุทธเจ้าประสูติ สถานที่แห่งนี้เป็นอุทยาน เรียกว่า ลุมพินี ปัจจุบันอยู่ในประเทศเนปาล บริเวณที่ประสูติดังกล่าวในพื้นที่จริงๆ จะมีวิหารเรียกว่า วิหารมายาเทวี (พุทธมารดา) ในวิหารมีรูปสลักหินเป็นภาพพระนางสิริมหามายากำลังยืนเหนี่ยวกิ่งต้นสาละประสูติเจ้าชายสิทธัตถะ ด้านหลังมีเสาสลักหินศิลาที่พระเจ้าอโศกมหาราชสร้างไว้เพื่อแสดงว่าเป็นที่ประสูติของพระพุทธองค์  ส่วนที่วัดชมโพธยาราม จะใช้ปูนหล่อจำลองลักษณะดังกล่าวเช่นกัน ในการแสดงพุทธประวัติขณะประสูติ เลยถัดมาประมาณ 10 เมตรเศษ เป็นเจดีย์ตรัสรู้ ที่ปัจจุบันนี้ หากอยู่ในสถานที่จริงตั้งอยู่ที่เมืองปัตนะ รัฐพิหารประเทศอินเดีย ซึ่งพระเจ้าอโศกมหาราชได้สร้างไว้เป็นที่ระลึก

กล่าวคือ หลังจากเจ้าชายสิทธัตถะ พระชนมายุได้ 29 พรรษา ทรงสละครอบครัวและราชสมบัติออกบวช จนได้ 6 ปี ทรงตรัสรู้อริยะสัจ 4 ทุกข์ สมุหทัย นิโรธ มรรค ที่ตำบลอุรุเวลาเสนานิคม แขวงมคธ ปัจจุบันเรียกว่าพุทธคยาเจดีย์ตรัสรู้สำหรับในส่วนของวัดชมโพธยารามแห่งนี้ จำลองแบบเหมือนจริงกับเจดีย์พุทธคยาทั้งสิ้น รายรอบพระเจดีย์มีพระพุทธรูปปางต่างๆ ที่พุทธศาสนิกชนสร้างไว้รายรอบกว่า 1,000 องค์ และด้านฐานล่างสุดบรรจุพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ของเมืองไทย อาทิ พระพุทธชินราช, พระพุทธโสธรอีกกว่า 20 องค์ พร้อมพิพิธภัณฑ์แสดงอัฐบริขารของ พระครูปลัดสุโพธิ์จนฺทาโภ (พะวงศ์สัตย์) อดีตเจ้าอาวาสและผู้ก่อตั้งวัดและสถานสังเวชนียสถานทั้ง 4 ให้ชมอีกด้วย

ในอีกฝั่งตรงข้ามด้านทิศตะวันออกของบริเวณวัด เป็นการแสดง เจดีย์สถานที่พระพุทธเจ้าแสดงปฐมเทศนา เหมือนจริง เช่นเดียวกันกับที่ตั้งแสดงที่ ตำบลสารนาถ เมืองพาราณสีประเทศอินเดียเป็นรูปทรงตัวโอคว่ำ หรือบาตรคว่ำ เรียกว่า ธัมเมกขสถูป เป็นสถานที่แสดงธรรม เรียกว่า  ธรรมจักกัปปวัตนสูตร โปรดปัญจวัคคีย์ หลังจากพระองค์ตรัสรู้แล้วได้เสด็จมาแสดงธรรมครั้งแรกที่นี่ เรียกว่า ปฐมเทศนา หรือ ธรรมจักกัปปวัตนสูตรและโกณฑัญญะหัวหน้าปัญจวัคคีย์ได้รับการอุปสมบทเป็นพระภิกษุองค์แรกในพระพุทธศาสนา ใกล้กันกับธัมเมกขสถูปนี้มีการปั้น ปัญจวัคคีย์แสดงไว้ให้พุทธศาสนิกชนได้ชมอีกด้วย ถัดเลยมาด้านทิศใต้ สร้างเป็นอาคารโดมขนาดใหญ่ ภายในเป็นสถานที่ที่ปรินิพพาน ภายในเป็นพระพุทธรูปปูนปั้นปางไสยาสน์ขนาดใหญ่ให้ได้นมัสการ  โดยในสถานที่จริง ปัจจุบันสถานที่ปรินิพพาน อยู่ระหว่างต้นสาละ ป่าสาละวันแขวงเมืองกุสินารา ปัจจุบันคือเมืองกาเซีย รัฐอุตตรประเทศประเทศอินเดีย

อนึ่ง ประวัติการก่อสร้างของวัดก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2523 โดยพระครูปลัดสุโพธิ์ จันทาโภเป็นผู้ก่อตั้งบนพื้นที่ดินที่ได้รับการบริจาคถวายจาก นายชม และนางเยี่ยม ทองคำเปลว 2 สามีภรรยาบริจาคที่ดิน รวม จำนวน 12 ไร่เศษ ก่อสร้างกุฏิ, ศาลาการเปรียญ, พระอุโบสถ พร้อมสังเวชนียสถานที่จำลองแบบมาจากของจริงทั้งหมดก่อสร้างแล้วเสร็จในปี 2544

เป็นอีกแนวทางแสวงบุญ พร้อมท่องเที่ยวในแหล่งศาสนสถาน สังเวนียสถาน ที่ครบทั้ง 4 แห่งในประเทศไทย โดยไม่ต้องเดินทางถึงประเทศอินเดีย อีกทั้งเป็นการดึงพุทธศาสนิกชนเข้าวัดได้ทบทวนเรียนรู้พุทธประวัติอีกทางหนึ่งพร้อมทบทวนถึงวันสำคัญทางพุทธศาสนาในโอกาสต่างๆ อีกด้วย